วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ดอยหลวงเชียงดาว ครั้งเดียวก็เกินพอ (มั้ง)

                   หลายครั้งที่คนเราไม่เคยพอสำหรับหลายๆ อย่าง แต่สำหรับผมการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้จักกับคำว่า "พอ" อย่างแท้จริง (มั้ง อิอิ) ... ดอยหลวงเชียงดาวตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นดอยที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ประเทศ รองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก มีสิ่งหนึ่งที่ดอยแห่งนี้แตกต่างจากดอยสูงที่อื่น คือ มีลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตาไม่เหมือนใคร ประกอบไปด้วยภูเขาหินปูนหลายยอด และเป็นรูปเกือกม้าเมื่อมองมาจากทางอากาศ ที่สำคัญคือ "คุณต้องเดินขึ้น ถึงจะได้เป็นผู้พิชิต" ไม่มีถนนหนทางที่ตัดผ่านไปสู่ยอดเขาเหมือนกับดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับหนุ่มสาวที่หลงไหลการเดินป่า  


จัดเตรียมกระเป๋าเบ็ดเสร็จ 15 กิโลกรัม






หาสะเบียงที่ตลาดแม่มาลัย อำเภอแม่แตง


              ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง (รายละเอียดอยู่ท้ายสุด) จากนั้นเริ่มออกเดินทางจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ มุ่งสู่อำเภอแม่แตงเพื่อซื้อสะเบียงทีตลาดแม่มาลัย
        





ทิวทัศน์ดอยหลวงเชียงดาว

          
หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก

           

                 เมื่อเดินทางมาถึง อ.เชียงดาว เราก็ต้องไปที่ที่ทำการอุทยาน (ใช่เปล่าหว่า ไม่แน่ใจ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่เชคจำนวนคน และชั่งน้ำหนักของที่จะจ้างลุกหาบ ลูกหาบคิดคนละ 350 บาทต่อวัน พอเสร็จก็ขึ้นรถ 4x4 เดินทางไปยังจุดเริ่มเดิมป่าของดอยหลวงเชียงดาว ณ หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก และสิ่งแรกที่ท่านจะได้เห็นเมื่อมาในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์คือดอกพญาเสือโคร่งที่กำลังบานสะพรั่งสวยงามเกินบรรยาย
       


เด่นหญ้าขัด ทุ่งหญ้าใต้ป่าสน
พักสักนิด


                 เริ่มออกเดินทางจากหน่วยพิทักษ์ ในช่วงแรกจะพบกับทุ่งหญ้าใต้ป่าสนหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเด่นหญ้าขัด



อย่าลืมพกอุปกรณ์กันฝนไปด้วยนะครับ


                       ในระหว่างการเดินทางอาจมีฝนตกได้ทุกเมื่อแม้ในฤดูฝน ดังนั้นท่านจึงควรเตรียมอุปกรณ์กันฝนไปด้วย เช่น เสื้อกันฝน ผ้าใบกันฝน ผ้าฟรายชีสคลุมกระเป๋า ฯลฯ จะได้ไม่เปียก





ครึ่งทางแล้วครับ
           

                  ตามปกติจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะมาถึงทางแยกที่มีเสาปักอยู่ มีป้ายชี้บอกทางไปยังทางต่างๆ ตรงนี้เองที่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าท่านมาได้ครึ่งทางแล้ว จุดนี้เหมาะสำหรับเป็นจุดพักรับประทานอาหารกลางวัน



ทางแฉะๆ เพราะฝนตก
เอ้าาา แบก ฮึบๆ


       
                   ระหว่างทางท่านจะสัมผัสกับทิวทัศน์อันตระกาลตา พอช่วยให้หายเหนื่อยได้บ้าง




ภูเขาหินปูนกับฟ้าใส


ดอกฝิ่น??
เข้าสู่ช่วงชันสุดๆ
               


                     ในช่วงก่อนถึงจุดกางเต้น ท่านจะเจอบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้ เพราะเป็นช่วงที่ค่อนข้างชัน "เดิน 10 เมตร พัก 5 นาที อิอิ" วลีนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่มันเป็นจริงๆ ยิ่งแบกเยอะก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งพักมาก แต่มันก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือท่านจะได้ดื่มดั่มกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ และนั่งถ่ายรูปอย่างสบายใจ



ยอดดอยกิ่วลม
กว่าจะถึงที่พัก พระอาทิตย์ก็จะตกดินแล้ว
ยอดดอยหลวงเชียงดาว


                       ถ้าท่านเดินทางจากหน่วยพิทักษ์ประมาณ 10.00 น. ท่านก็ควรจะมาถึงจุดกางเต๊นประมาณ 16.00 - 17.00 น. ซึ่งจะทันช่วงพระอาทิตย์ตกดินพอดิบพอดี แต่ถ้ามาช้าต้องรีบทำเวลาหน่อยเพราะจากจุดกางเต๊นขึ้นไปยังยอดดอยต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในระยะทางแค่ 250 เมตร!! เพราะทางค่อนข้างชัน และต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ควรพกไฟฉายขึ้นไปด้วย ขาลงจะได้ปลอดภัย และเมื่อขึ้นมาสู่ยอดเขา ท่านจะพบกับวิวทิศทัศน์ที่สามารถมองได้รอบตัว 360 องศา จนไม่อยากลงจากเขาเลย


ได้เวลาหม่ำๆ


              พอลงกลับมาจากยอดเขาก็ถึงเวลาอาหารค่ำพอดี แนะนำให้หุงข้าวแทนการต้มมาม่า เพราะประหยัดน้ำกว่า อิ่มกว่า ได้พลังงานเยอะกว่าด้วย กินกับปลากระป๋อง หมูทอด ฯลฯ อร่อยเหาะ


ยอดดอยสามพี่น้อง
                 
                    พอรุ่งเช้าประมาณสักตีห้าก็ออกเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยกิ่วลม เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น (ตอนที่ผมไปฟ้าปิดมีแต่หมอกอดชมพระอาทิตย์ขึ้นเลย T_T) จากนั้นเมื่อกลับลงมาก็กินอาหารกลางวัน เก็บข้าวของออกเดินทางกลับ แต่จะให้ดีควรค้างสักสองคืนเพื่อที่จะมีเวลามากขึ้นในการกอบโกยความบริสุทธิ์ธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และถ้ามาในช่วงปลายปีก็จะมีโอกาสได้พบกับพฤกษานานาพรรณ โดยเฉพาะพระเอกอย่าง ดอกเทียนนกแก้ว    


ถ้าฝนตกมีแต่คำว่าเละครับ 
                     
                    ช่วงขากลับเมื่อมาถึงแยกกลางทาง จะมีอยู่สองทางเลือกคือจะกลับทางเดิมหรือไปทางปางวัว อันนี้ก็แล้วแต่ว่าได้นัดรถให้มารับตรงจุดไหน แต่ถ้าท่านเลือกกลับทางปางวัวเพื่อชื่นชมเส้นทางใหม่ๆ ควรเตรียมตัวไปให้ดี เพราะทางชัน ยิ่งฝนตก ยิ่งอันตราย ดีไม่ดีมีโอกาสตกเขา! ฉะนั้น จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ทางนี้จะสั้นกว่าขามานะครับ  


ผู้พิชิดยอดดอยหลวงเชียงดาว
                   
                  กลุ่มผมเลือกที่จะกลับทางปางวัวครับ เพราะสั้นกว่า และจะได้เห็นทางใหม่ๆ ด้วย แต่ซวยสุดๆ เพราะฝนตกตลอดทาง ทำให้ทางลื่น ล้มกันทุกคน จึงทำให้แต่ละคนมีสภาพดังที่ท่านเห็น 555 ประสบการณ์ครั้งนี้คุ้มค่ามากครับ นับเป็นการเดินป่าที่โหดที่สุดของผมแล้ว ผมจึงขอบัญญัติคำว่า "พอ" สำหรับดอยหลวงเชียงดาว เพราะโหดจริง เหนื่อยจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงกับปิดโอกาสการมาเยือนดอยหลวงแห่งนี้อีกสักครั้ง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีแรงบันดาลใจอะไรมาทำให้ผมลบคำว่า "พอ" ออกจากดอยนี้ อิอิ





ข้อแนะนำสำหรับคนที่จะไปดอยเชียงดาวนะครับ

1.ควรไปช่วยเดือน พ.ย.-ธ.ค. เพราะช่วงนี้จะมีดอกไม้ให้ถ่ายรูปกันด้วย แถมหนาวกว่าช่วงที่ผมไปอีก

2.ควรค้างสัก 2 คืน เพราะจะทำให้มีเวลาพักมากขึ้น เวลาทำอาหารมากขึ้น มีเวลาเรือยเปื่อยมากขึ้น จะได้ถ่ายรูปเยอะๆ อยู่กับธรรมชาติเยอะๆ 

3.น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับตอนเดินทางควรมีสองลิตรสำหรับขาไป-กลับ อีก 2 ลิตรเอาไว้ใช้สำหรับส่วนกลาง รวมเป็น 4 ลิตรต่อคน กำลังดีครับ แต่ถ้าไป 2 คืน แนะนำให้จ้างลูกหาบแบกเพิ่มไปอีก พวกเขาสามารถแบกได้มากสุด 30 กิโลครับ

4.ข้างบนไม่มีห้องน้ำจริงจัง มีแต่หลุมขุดเอาไว้ มีสแลนเขียวกั้นพองาม ดังนั้นก่อนขึ้นดอยหลวงควรจัดการเรื่องส่วนตัวให้เรียบร้อย จะได้เดินอย่างสบายๆ ไม่ต้องระแวง จะให้ดีควรเตรียมทิชชู่ไปเยอะ เอาทิชชู่เปียกไปด้วย จะให้ดีเอายาห้ามถ่ายไปด้วย เผื่อฉุกเฉิน

5.สำหรับอาหาร ควรมีเตาแก๊สน้อยๆ ที่ใช้แก๊สกระป๋อง สะดวกมาก หุงข้าวกินเวิคที่สุด อิ่มด้วย ถ้าจะต้มมาม่าควรต้มในหม้อเดียวกัน มาม่าคัพไม่ควรใช้ เพราะเปลืองน้ำมาก ทำกินด้วยกันสนุกดีครับ .... อ่อ จะให้ดีควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงด้วยนะครับ จะได้มีแรงเดิน อย่าลืมซื้อช็อคโกแลตไปด้วยนะครับ เอาไว้กินเล่นตอนเดินทาง เพราะมันจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นเวลาเหนื่อยๆ พวก M&M ก็ได้

6.สัมภาระที่เราแบกไปควรเป็นกระเป๋าเดียว จะได้ไม่รุงรัง เดินสบายๆ ควรหาผ้าฟลายชีทคลุมกระเป๋าด้วย รวมไปถึงเสื้อกันฝนและผ้าฟลายชีพผืนใหญ่ เผื่อฝนตก 

7.สำหรับกล้อง ทางที่ดีที่สุดควรเป็น mirrorless ครับ ผมเอา EPM1+14mm f2.5 ไปเน้นเบาๆ สบายๆ เอาออกมาใช้ง่ายได้ไฟล์คุณภาพดี ส่วนขาตั้งกล้องผมไม่ได้เอาไป เพราะมีแต่อันที่หนักเกือบโล แอบเสียดายเหมือนกันจะได้เอาไปถ่ายพระอาทิตย์ หรือไม่ก็ดาวหมุน แต่ขึ้เกียจแบกไป ถ้าใครมี DSLR ก็ต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะถ้าสะพายตลอด อาจจะไม่สะดวก เพราะหญ้าเยอะ หนามก็มี บางที่ก็มีหินเยอะ อาจไปกระแทกได้ ก็ต้องเก็บให้ดีหน่อย 


8.รองเท้าที่ใส่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน ควรเป็นรองเท้านันยาง เพราะหาง่าย ไม่เสียดาย ถ้ามันพัง 555 หรือไม่ก็เป็นรองเท้าเดินป่า เพราะบางที่มันลื่นๆ ก็ต้องหาร้องเท้าที่เกาะพื้นดีๆ หน่อย ในเคสของผมเอาเบรคเกอร์ไป ผลคือตอนขากลับปวดนิ้วเท้ามาก พอกลับมาได้สองสามวันเล็บดำครับ จนบัดนี้มัยังดำอยู่เลย คาดว่าเลือดคั่งอยู่ สักพักมันคงจะค่อยๆ หลุด สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะพฤติกรรมการเดินที่จิกเท้ามากเกินไป รวมไปถึงรองเท้ามันพอดีเกินไปด้วยครับ ทางที่ดีคือรองเท้าควรจะหลวมนิดๆ แล้วก็ใส่ถุงเท้าหนาๆ สองคู่ซ้อนเลยก้ได้ เวลาเดินก็ไม่ควรจิกเท้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น